KPI vs OKR ต่างกันอย่างไร องค์กรควรเลือกใช้อันไหน

อัปเดตล่าสุด 2026-08-12

KPI กับ OKR ต่างกันที่จุดประสงค์หลัก: KPI (Key Performance Indicator) คือตัวชี้วัดผลงานที่ใช้ติดตามความสำเร็จของงานประจำหรืองานที่ทำอยู่แล้ว ส่วน OKR (Objectives and Key Results) คือเครื่องมือกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ท้าทายและผลักดันให้ทีมเติบโตไปในทิศทางใหม่ องค์กรที่ต้องการควบคุมมาตรฐานงานประจำควรเลือก KPI ส่วนองค์กรที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วควรเลือก OKR และในความเป็นจริงหลายองค์กรก็ใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน

KPI คืออะไร

KPI คือดัชนีชี้วัดผลงานที่กำหนดขึ้นเพื่อประเมินว่าพนักงานหรือทีมทำงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ มักผูกกับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งงานโดยตรง เช่น ยอดขายต่อเดือนของฝ่ายขาย จำนวนข้อร้องเรียนที่แก้ไขได้ของฝ่ายบริการลูกค้า หรืออัตราการลาออกของพนักงานในฝ่าย HR

จุดเด่นของ KPI คือความชัดเจนและวัดผลได้ง่าย เหมาะกับงานที่มีมาตรฐานหรือกระบวนการทำงานที่แน่นอนอยู่แล้ว องค์กรสามารถใช้ KPI เป็นเกณฑ์ประเมินผลงานประจำปี ผูกกับโบนัสหรือการปรับเงินเดือนได้อย่างเป็นระบบ

OKR คืออะไร

OKR ประกอบด้วยสองส่วนคือ Objective (เป้าหมาย) ที่เป็นข้อความสร้างแรงบันดาลใจ และ Key Results (ผลลัพธ์หลัก) ที่เป็นตัวเลขวัดความสำเร็จของเป้าหมายนั้น เช่น Objective อาจเป็น "ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าใหม่" ส่วน Key Results อาจเป็น "เพิ่มผู้ติดตามโซเชียลมีเดีย 30%" และ "ได้ลูกค้าใหม่จากช่องทางออนไลน์ 200 ราย"

OKR เหมาะกับองค์กรที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ กระตุ้นให้ทีมคิดนอกกรอบและตั้งเป้าหมายที่ท้าทายกว่าปกติ มักตั้งเป็นรอบไตรมาสและไม่จำเป็นต้องสำเร็จ 100% เสมอไป เพราะเป้าหมายถูกตั้งไว้สูงตั้งแต่ต้น

ตารางเปรียบเทียบความต่างระหว่าง KPI กับ OKR

ประเด็นKPIOKR
จุดประสงค์วัดผลงานประจำ/มาตรฐานผลักดันเป้าหมายเชิงกลยุทธ์
ลักษณะเป้าหมายทำได้จริง เข้าถึงได้ท้าทาย อาจไม่ถึง 100%
รอบเวลารายเดือน/รายปีรายไตรมาสส่วนใหญ่
ความเชื่อมโยงกับค่าตอบแทนมักผูกกับโบนัส/เงินเดือนมักไม่ผูกโดยตรง
เหมาะกับงานที่มีมาตรฐานชัดเจนทีมที่ต้องการเติบโตก้าวกระโดด

เมื่อไหร่ควรเลือก KPI เมื่อไหร่ควรเลือก OKR

หากองค์กรของคุณต้องการควบคุมคุณภาพงานประจำ มีตำแหน่งงานที่มีหน้าที่ชัดเจน และต้องการใช้ผลประเมินผูกกับค่าตอบแทน KPI คือคำตอบที่เหมาะสมกว่า เพราะวัดผลง่าย เข้าใจตรงกันทั้งพนักงานและหัวหน้างาน

แต่หากองค์กรกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องการสร้างนวัตกรรม ขยายตลาด หรือปรับทิศทางธุรกิจใหม่ OKR จะช่วยให้ทีมโฟกัสไปที่เป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ได้ดีกว่า เพราะเปิดโอกาสให้ทีมคิดวิธีการเองมากกว่าการทำตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ตายตัว

ใช้ KPI และ OKR ร่วมกันได้หรือไม่

ได้อย่างแน่นอน และเป็นแนวทางที่หลายองค์กรชั้นนำนิยมใช้ โดยกำหนด OKR เป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ระดับองค์กรหรือระดับทีมในแต่ละไตรมาส จากนั้นแปลงเป้าหมายนั้นลงมาเป็น KPI รายบุคคลหรือรายตำแหน่งเพื่อวัดผลงานประจำวัน วิธีนี้ช่วยให้พนักงานเห็นภาพรวมว่าทำไมต้องทำงานนี้ (จาก OKR) พร้อมกับมีเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจนในแต่ละวัน (จาก KPI)

สรุป

KPI เหมาะกับการวัดผลงานประจำที่มีมาตรฐานชัดเจน ส่วน OKR เหมาะกับการผลักดันเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ท้าทาย องค์กรไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถผสมผสานทั้งสองเครื่องมือให้ทำงานร่วมกันได้ หากต้องการเริ่มต้นวาง KPI ให้กับแต่ละตำแหน่งงานอย่างเป็นระบบ สามารถดูไฟล์ KPI by position พร้อมใช้งานได้ที่ แคตตาล็อกสินค้า หรือเลือกซื้อเป็นชุดแพ็กเกจในราคาประหยัดที่หน้า แพ็กเกจ

KPI กับ OKR ใช้พร้อมกันได้ไหม

ได้ องค์กรจำนวนมากใช้ OKR กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์รายไตรมาส แล้วใช้ KPI วัดผลงานประจำวันหรือประจำเดือนของแต่ละตำแหน่งควบคู่กัน

ธุรกิจ SME ควรเริ่มจาก KPI หรือ OKR

ส่วนใหญ่แนะนำให้เริ่มจาก KPI ก่อน เพราะเข้าใจง่าย วัดผลชัดเจน เหมาะกับงานที่มีมาตรฐานอยู่แล้ว ส่วน OKR เหมาะกับทีมที่ต้องการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

มีตัวอย่าง KPI แยกตามตำแหน่งงานให้ดูไหม

มี ทางเว็บไซต์มีไฟล์ KPI by position สำหรับหลายตำแหน่งงาน ราคา 120 บาทต่อไฟล์ หรือ 100 บาทต่อไฟล์เมื่อซื้อครบ 10 ไฟล์ ดูรายการทั้งหมดได้ที่แคตตาล็อกสินค้า