วิธีประเมินผล Skill Gap และ Training Needs Assessment แบบทำได้จริง
อัปเดตล่าสุด 2026-09-06
วิธีประเมินผล Skill Gap และ Training Needs Assessment แบบทำได้จริง
การประเมิน Skill Gap ที่ถูกต้องคือการเปรียบเทียบ "ทักษะที่ตำแหน่งงานต้องการ" กับ "ทักษะที่พนักงานมีอยู่จริง" อย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 ขั้นตอนหลัก คือ กำหนดมาตรฐานสมรรถนะ วัดระดับทักษะปัจจุบัน วิเคราะห์ช่องว่าง และสรุปเป็นแผนฝึกอบรม (Training Needs Assessment) ที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง โดยไม่ต้องเดาหรือจัดอบรมแบบเหมาเข่ง
ทำไมต้องประเมิน Skill Gap ก่อนจัดอบรม
หลายองค์กรจัดฝึกอบรมโดยไม่รู้ว่าพนักงานขาดทักษะอะไรจริง ๆ ทำให้เสียเวลาและงบประมาณไปกับหลักสูตรที่ไม่ตรงจุด การประเมิน Skill Gap ช่วยให้ฝ่าย HR และหัวหน้างานเห็นภาพชัดว่าใครควรได้รับการพัฒนาในด้านใด ก่อนตัดสินใจลงทุนกับหลักสูตรฝึกอบรม
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดสมรรถนะที่ตำแหน่งงานต้องการ
เริ่มจากการทบทวน Job Description และ Competency Model ของแต่ละตำแหน่ง แล้วระบุทักษะที่จำเป็นออกมาเป็นรายการชัดเจน เช่น ทักษะด้านเทคนิค (Hard Skill) และทักษะด้านพฤติกรรม (Soft Skill) โดยควรจัดลำดับความสำคัญของแต่ละทักษะด้วย เพื่อให้ทราบว่าทักษะใดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาก่อน
ขั้นตอนที่ 2: วัดระดับทักษะปัจจุบันของพนักงาน
ใช้เครื่องมือประเมิน เช่น แบบสอบถามการประเมินตนเอง (Self-Assessment) การประเมินโดยหัวหน้างาน (Manager Assessment) หรือการทดสอบทักษะจริง (Skill Test) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านและลดความคลาดเคลื่อนจากมุมมองเดียว การใช้แบบฟอร์มประเมินที่มีมาตรฐานจะช่วยให้เก็บข้อมูลได้สม่ำเสมอในทุกแผนก
ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis)
นำผลจากขั้นตอนที่ 1 และ 2 มาเปรียบเทียบกัน โดยคำนวณเป็นคะแนนหรือระดับ (เช่น 1-5) ทักษะใดที่มีช่องว่างมาก (คะแนนที่ต้องการสูงกว่าคะแนนปัจจุบันมาก) ควรถูกจัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับแรกในการพัฒนา การทำตารางเปรียบเทียบแบบนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งทีมได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 4: สรุปเป็นแผน Training Needs Assessment
จากผลการวิเคราะห์ช่องว่าง ให้จัดกลุ่มพนักงานตามความต้องการฝึกอบรมที่คล้ายกัน แล้วออกแบบหลักสูตรหรือกิจกรรมพัฒนาที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม พร้อมกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน เช่น คะแนนทักษะที่เพิ่มขึ้นหลังการอบรม หรือผลงานที่ดีขึ้นในตำแหน่งงาน
เครื่องมือที่ช่วยให้การประเมินง่ายขึ้น
การมีแบบฟอร์มประเมิน Skill Gap และ Training Needs Assessment ที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดเวลาในการสร้างเอกสารตั้งแต่ต้น และทำให้ทุกแผนกใช้มาตรฐานเดียวกัน หากองค์กรของคุณกำลังมองหาแบบฟอร์มสำเร็จรูปที่พร้อมนำไปปรับใช้ สามารถดูตัวอย่างแบบฟอร์มประเมินทักษะและความต้องการฝึกอบรมได้ที่ หน้ารวมสินค้า ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปแบบตามลักษณะงาน
ราคาแบบฟอร์มอยู่ที่ 120 บาทต่อไฟล์ และหากสั่งซื้อครบ 10 ไฟล์จะลดราคาลงเหลือ 100 บาทต่อไฟล์ เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการชุดเอกสารประเมินครบทุกแผนก สามารถดูแพ็กเกจที่รวมแบบฟอร์มหลายประเภทไว้ในราคาคุ้มค่าได้ที่ หน้าแพ็กเกจ หรือหากพร้อมสั่งซื้อแล้วสามารถไปที่ ตะกร้าสินค้า ได้ทันที
สรุป
การประเมิน Skill Gap และ Training Needs Assessment ที่ดีต้องอาศัยความเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานทักษะ การวัดผลจริง การวิเคราะห์ช่องว่าง จนถึงการออกแบบแผนพัฒนาที่ตรงจุด การมีเครื่องมือหรือแบบฟอร์มสำเร็จรูปช่วยประหยัดเวลาและทำให้ข้อมูลมีมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร หากต้องการอ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ หน้ารวมบทความ
Training Needs Assessment ต่างจาก Skill Gap Analysis อย่างไร
Skill Gap Analysis คือการเปรียบเทียบระดับทักษะเพื่อหาช่องว่าง ส่วน Training Needs Assessment คือการนำผลช่องว่างนั้นมาวางแผนออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมที่เหมาะสม
ใครควรเป็นผู้ทำการประเมิน Skill Gap ในองค์กร
ควรเป็นความร่วมมือระหว่างฝ่าย HR หัวหน้างานตรงของพนักงาน และตัวพนักงานเองผ่านการประเมินตนเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นกลาง
หากไม่มีแบบฟอร์มประเมินสำเร็จรูป จะเริ่มต้นอย่างไร
สามารถเริ่มจากการทบทวน Job Description กำหนดรายการทักษะที่ต้องการ แล้วสร้างแบบสอบถามให้คะแนนระดับทักษะ หรือเลือกใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูปที่มีขายในหน้ารวมสินค้าเพื่อประหยัดเวลา