ประเมินผล Account Manager vs Sales Manager ต่างกันอย่างไร KPI แตกต่างตรงไหน

อัปเดตล่าสุด 2026-08-25

Account Manager และ Sales Manager ต่างกันที่ภารกิจหลักและ KPI ที่ใช้วัดผล โดย Account Manager เน้นดูแลลูกค้าเดิมให้เกิดการซื้อซ้ำและอัตราการรักษาลูกค้า (Retention) เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ในขณะที่ Sales Manager เน้นบริหารทีมขายและขยายฐานลูกค้าใหม่ให้ได้ตามเป้ายอดขายรวม การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้ HR และผู้บริหารออกแบบแบบประเมินผลได้ตรงจุด ไม่ใช้ KPI ชุดเดียวกันสำหรับสองตำแหน่งที่มีเป้าหมายต่างกัน

ทำไมต้องแยก KPI ของสองตำแหน่งนี้

ปัญหาที่พบบ่อยในองค์กรคือการนำ KPI ยอดขายแบบเดียวกันไปใช้กับทั้ง Account Manager และ Sales Manager ทั้งที่บทบาทจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง Account Manager ทำงานเชิงลึกกับลูกค้ารายเดิมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว ส่วน Sales Manager ทำงานเชิงกว้างในการบริหารทีมและเปิดตลาดใหม่ หากใช้เกณฑ์เดียวกันจะทำให้การประเมินผลคลาดเคลื่อนและไม่สะท้อนผลงานจริง

ตารางเปรียบเทียบ KPI หลัก

หัวข้อAccount ManagerSales Manager
เป้าหมายหลักรักษาและขยายมูลค่าจากลูกค้าเดิมขยายฐานลูกค้าใหม่และผลักดันยอดขายทีม
ตัวชี้วัดหลักRetention Rate, Renewal Rate, Customer Satisfactionยอดขายรวมของทีม, New Customer Acquisition
ตัวชี้วัดรองUpsell/Cross-sell Rate, Response TimeConversion Rate, จำนวนทีมที่บรรลุเป้า
กลุ่มเป้าหมายลูกค้าปัจจุบัน (Existing Accounts)ตลาดใหม่และลูกค้าที่ยังไม่เคยซื้อ
การวัดพฤติกรรมการสื่อสาร การแก้ปัญหาให้ลูกค้าภาวะผู้นำ การโค้ชทีม การวางกลยุทธ์
รอบการประเมินรายไตรมาสหรือรายปี ตามรอบสัญญารายเดือนหรือรายไตรมาส ตามรอบยอดขาย

KPI ที่ควรใช้กับ Account Manager

  1. Customer Retention Rate วัดว่าลูกค้าเดิมยังคงซื้อสินค้าหรือบริการต่อเนื่องกี่เปอร์เซ็นต์
  2. Renewal Rate สำหรับธุรกิจที่มีสัญญา วัดอัตราการต่อสัญญาของลูกค้า
  3. Upsell/Cross-sell Rate วัดความสามารถในการขายเพิ่มให้ลูกค้าเดิม
  4. Customer Satisfaction Score สะท้อนคุณภาพการดูแลลูกค้า
  5. Response Time ความรวดเร็วในการตอบสนองและแก้ปัญหาให้ลูกค้า

KPI ที่ควรใช้กับ Sales Manager

  1. ยอดขายรวมของทีม เทียบกับเป้าหมายที่กำหนด
  2. New Customer Acquisition จำนวนลูกค้าใหม่ที่ทีมสามารถปิดการขายได้
  3. Conversion Rate อัตราการเปลี่ยนโอกาสขายเป็นยอดขายจริง
  4. การบริหารทีม เช่น อัตราการลาออกของพนักงานขาย การพัฒนาศักยภาพทีม
  5. ความแม่นยำของการพยากรณ์ยอดขาย (Sales Forecast Accuracy)

ข้อควรระวังในการออกแบบแบบประเมิน

การประเมินทั้งสองตำแหน่งไม่ควรใช้แบบฟอร์มเดียวกัน เพราะจะทำให้ค่าน้ำหนักของ KPI ผิดเพี้ยน เช่น หากให้ Account Manager แบกรับเป้ายอดขายใหม่เท่ากับ Sales Manager จะทำให้ผลประเมินไม่ยุติธรรม และอาจส่งผลต่อการดูแลลูกค้าเดิมที่ลดคุณภาพลงเพื่อไปเน้นหาลูกค้าใหม่แทน

องค์กรที่มีทั้งสองตำแหน่งควรออกแบบแบบประเมินแยกกันอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (KPI) และตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรม (Competency) เพื่อให้สะท้อนบทบาทที่แท้จริงของแต่ละตำแหน่ง

สรุป

Account Manager และ Sales Manager มีบทบาทและเป้าหมายที่แตกต่างกันชัดเจน การประเมินผลจึงต้องใช้ KPI คนละชุด โดย Account Manager เน้นการรักษาลูกค้าเดิมและมูลค่าตลอดอายุลูกค้า ส่วน Sales Manager เน้นการขยายตลาดและบริหารทีมขาย หากต้องการแบบฟอร์มประเมินผลสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับแต่ละตำแหน่งโดยเฉพาะ สามารถเลือกดูไฟล์ได้ที่หน้า แคตตาล็อกไฟล์ทั้งหมด ราคาเริ่มต้นเพียง 120 บาทต่อไฟล์ และลดเหลือ 100 บาทต่อไฟล์เมื่อซื้อครบ 10 ไฟล์ หรือดูแพ็กเกจรวมไฟล์ที่คุ้มค่ากว่าได้ที่หน้า แพ็กเกจไฟล์

Account Manager กับ Sales Manager ต่างกันอย่างไรในเชิงหน้าที่

Account Manager เน้นดูแลและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมเพื่อสร้างยอดขายซ้ำและ Upsell ส่วน Sales Manager เน้นบริหารทีมขายและขยายฐานลูกค้าใหม่ ทำให้ KPI ที่ใช้วัดผลจึงต่างกันตามภารกิจหลักของแต่ละตำแหน่ง

KPI ของ Account Manager ควรเน้นเรื่องอะไรเป็นหลัก

ควรเน้นอัตราการรักษาลูกค้าเดิม (Retention Rate) มูลค่าการซื้อซ้ำ ความพึงพอใจของลูกค้า และการต่อสัญญาหรือ Renewal Rate มากกว่าการวัดยอดขายใหม่เพียงอย่างเดียว

ถ้าองค์กรมีทั้งสองตำแหน่ง ควรออกแบบแบบประเมินผลอย่างไร

ควรแยกแบบฟอร์มและตัวชี้วัดออกจากกันชัดเจน โดยใช้โครงสร้างประเมินที่มีทั้งผลลัพธ์เชิงตัวเลขและพฤติกรรมการทำงาน ซึ่งสามารถเลือกซื้อไฟล์แบบประเมินสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับแต่ละตำแหน่งได้ทันที